หมวดหมู่: หุ้นเด่นวันนี้
SET24ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้แกว่งไซด์เวย์-อิงบวก หลัง Brexit ตามคาด-เล็งเงินไหลเข้าหลัง FTSE ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยวันนี้
 
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งไซด์เวย์ อิงทางบวก หลังจากที่การแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ตอนนี้ก็รอให้สหภาพยุโรป (EU) โหวตว่าจะขยายเวลาหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะขยายเวลาออกไป แต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนก่อน หากมีความชัดเจนนักลงทุนก็จะคลายความกังวลไป
 
อนึ่ง มีรายงานล่าสุดระบุว่า รัฐสภาอังกฤษลงมติด้วยคะแนนเสียง 412-202 เสียงเมื่อวานนี้ เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) ขยายกำหนดเวลาการแยกตัวออกไปจากเดิมในวันที่ 29 มี.ค. อย่างไรก็ดี ข้อเรียกร้องนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทาง EU
 
นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า วันนี้ FTSE จะปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทย ซึ่งก็คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาเกือบ 5 พันล้านบาท แต่เชื่อว่าตลาดฯคงจะยังไปไหนไม่ไกล เพราะต้องการรอดูความชัดเจน Brexit ก่อน อีกทั้งเริ่มเห็นภาพเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอด้วย พร้อมให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันนี้ ซึ่งคาดว่าจะคงนโยบายการเงิน และอาจมีการพูดถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจต่างประเทศด้วย  และให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของจีน และยุโรป รวมถึงติดตามโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งในประเทศด้วย
 
ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น และตลาดหุ้นเกาหลี ที่เคลื่อนไหวในแดนบวกได้ดี พร้อมให้แนวรับ 1,624 จุด ส่วนแนวต้าน 1,644 จุด
 
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (14 มี.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,709.94 จุด เพิ่มขึ้น 7.05 จุด (+0.03%) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,808.48 จุด ลดลง 2.44 จุด (-0.09%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,630.91 จุด ลดลง 12.50 จุด (-0.16%)
 
- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 89.71 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน เพิ่มขึ้น 10.19 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 7.53 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 26.01 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ลดลง 2.72 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 0.38 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 0.07 จุด
 
- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (14 มี.ค.62) 1,635.88 จุด ลดลง 3.79 จุด (-0.23%)
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,953.86 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14 มี.ค.62
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน เม.ย. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (14 มี.ค.62) ปิดที่ 58.61 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 35 เซนต์ หรือ 0.6%
 
- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (14 มี.ค.62) ที่ 4.43 ดอลลาร์/บาร์เรล
- เงินบาทเปิด 31.76 อ่อนค่าตามภูมิภาคหลังมีแรงซื้อดอลล์-เงินไหลออก จากความกังวล Brexit และการเจรจาการค้ายังไม่คืบ
- "ซีพี" เปิดยุทธศาสตร์ "อีอีซี" ชี้หัวใจสำคัญ "ไฮสปีด-อู่ตะเภา" ชูสนามบิน "เจิ้งโจว" ต้นแบบพัฒนาเมืองการบิน ลุ้น 19 มี.ค.เคาะรถไฟความเร็วสูง "บางกอกแอร์เวย์ส" สวมบทลีดเดอร์ นำทัพอีก 4 พันธมิตรร่วมบิ๊กพัฒนาอินฟาฯ ชิงอู่ตะเภา ด้านอภิศักดิ์ เผย "เจบิค" เล็ง ปล่อยซอฟท์โลนหนุนเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนอีอีซี
 
- "สมคิด" มั่นใจประมูลท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 จบ เม.ย.นี้ สั่ง "การท่าเรือ" ทำแผนพัฒนา "ท่าเรือระนอง" เชื่อมโยงขนส่งสินค้าฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย-EEC ดันไทยเป็นฮับท่าเรืออาเซียน "ผอ.กทท." คาดชงตั้งบริษัทลูกบริหารสินทรัพย์ เข้า ครม.เดือน ต.ค.นี้
 
- "ส.อ.ท." ลุ้นบอร์ดค่าจ้างเคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้งปลาย เม.ย.นี้คาดมีผล 1 พ.ค. รับบอร์ดให้ทบทวน 49 จ.ให้ขึ้น 2 บาทต่อวันซึ่งต้องรอทบทวนอีกครั้ง รับกังวลขึ้นค่าแรงทุกครั้งมักมีการขึ้นราคาสินค้าทันทีแนะรัฐดูแลรวมถึงผลกระทบ เอสเอ็มอี ด้าน กนอ.กดปุ่มปั้นแรงงานรอบนิคมฯ นำร่อง 10 แห่งปี 2562
 
- "พาณิชย์" สั่งยกเลิกราคาเพดานขายปลีกน้ำมันถั่วเหลือง 55 บาทต่อขวดชั่วคราว หลังราคาวัตถุดิบลดลง พร้อมเร่งกำหนดเกณฑ์ราคาอ้างอิง ระบุใครขายเกินราคามีโทษตามกฎหมาย
 
*หุ้นเด่นวันนี้
- FTSE ปรับน้ำหนักการคำนวณดัชนีวันนี้ โดย Large Cap. จะเพิ่ม HMPRO GULF EA MINT MAKRO BEM DIF ส่วน Mid Cap. เพิ่ม MTC GPSC และ Small Cap. เพิ่ม AEONTS WHART EGATIF ขณะที่ Micro Cap. เพิ่ม GOLD CCET NOBLE PF SDC SIS MSC APCO หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนคือ HMPRO EA BEM และ MTC (ฟินันเซีย ไซรัส)
 
- BCH (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 21 บาท กำไร Q4/61 ที่อ่อนแอ (268 ลบ. -25% Q-Q, -3% Y-Y) เป็นเหตุชั่วคราวจากการปรับวิธีจ่ายเงินของสำนักงานประกันสังคมในส่วนค่าภาระเสี่ยง และผลขาดทุนของรพ.เกษมราษฎร์รามคำแหงที่เพิ่งเปิดให้บริการ ต.ค. โดยเชื่อว่ากำไร Q1/62 จะกลับมาโต Y-Y แม้ฐานกำไรใน H1/61 จะสูง ยังคงคาดกำไรปีนี้ +14% Y-Y เป็น 1,240 ลบ. ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากทั้งประกันสังคมซึ่งได้โควต้าผู้ประกันตนเพิ่ม และผู้ป่วยเงินสดที่หลักๆมาจาก WMC
 
- DRT (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง) "ซื้อเก็งกำไร"เป้า 6.30 บาท แนวโน้มผลประกอบการปี 2562 คาดจะเติบโตได้ต่อแม้ว่าจะไม่เด่นนัก  จากการขยายช่องทางการตลาด เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และเพิ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม  และได้แรงหนุนเพิ่มจากธุรกิจคอนกรีตมวลเบาที่ฟื้นตัวมามีกำไร  มีอัพไซด์เพิ่มจากขายที่ดินได้กำไร 50-60 ล้านบาท DRT มีกระแสเงินสูง มีการชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุนต่ำเพียง 0.24 เท่า  ทำให้ DRT ยังมีการจ่ายปันผลอัตราที่สูง  มีอัตราเงินปันผลตอบแทน 7.1%
 
- PLANB (กรุงศรี) "ซื้อ"เป้า 7 บาท ราคาหุ้นยัง Laggard หากเทียบกับกลุ่ม โดย YTD ราคาหุ้น PLANB ปรับขึ้นเพียง 5% ขณะที่กลุ่ม Media ปรับขึ้น 9% กลุ่ม Media เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้ Sentiment บวกจากนโยบายหาเสียงในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและนโยบายลดภาษี Income tax โดยคาดผู้ประกอบการจะเพิ่มงบโฆษนาเพื่อดึงดูดกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้น
 
--อินโฟเควสท์

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!